การเจริญสติในที่ทำงาน แนววิถีพุทธ
Mindfulness At Work (Buddhist-Oriented)
ปัญหาที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน:
-ปัญหาการทำงาน
-ปัญหาความคิดเชิงลบ
-ปัญหาการเงิน
-ปัญหาการให้ แบ่งปัน ความเหมาะสม การเอาเปรียบกัน
-ปัญหาการเลี้ยงลูก
-ปัญหาครอบครัว
-ปัญหาอารมณ์เป็นใหญ่ มากกว่าสติและเหตุผล
-ปัญหาความไม่ซื่อสัตย์ ความโลภ
สาเหตุของปัญหา:
-การศึกษาและความรู้ในเรื่องจิตใจ และ สติ
-วิธีการฝึกเจริญสติ
-การควบคุมต่อปัญหาอารมณ์ตนเอง
-ความเกรงกลัวละอายต่อบาป และเข้าใจถึงผลที่จะตามมา
-การอบรมและฝึกฝน
-เป้าหมาย วิสัยทัศน์ วัฒนธรรมองค์กร/ที่ทำงาน
-การมุ่งเน้นแต่ปริมาณและความคุ้มค่า
-ธรรมชาติของมนุษย์ที่มี กิเลส/เชื้อโรคร้าย(ยักษ์)ในใจ ๓ ตัว คือ ความหลง ความโลภ และความโกรธ
-ความเข้าใจในการทำงานของจิต และอารมณ์ต่างๆ ภายในจิต
-ความสามารถในการควบคุมกิเลส ๓ ตัว หรือ อารมณ์ต่างๆ
-ความดื้อรั้นและความไม่รู้
เป้าหมาย:
-ฝึกสร้าง สติ เพื่อพัฒนาอารมณ์ตนเอง ปัญหาการทำงาน และปัญหาครอบครัวในด้านการเงิน การเลี้ยงลูก และผู้สูงอายุ
-ฝึกสร้าง สติ และ เหตุผล เพื่อควบคุม อารมณ์ฝ่ายลบ แก่ผู้บริหารและพนักงาน ในการทำงานและที่บ้าน
-การเจริญสติ ช่วยลดความเครียด กังวล หงุดหงิด และอารมณ์โกรธ ให้กับพนักงาน
-เรียนรู้และรู้จักความคิดลบ
-สร้างความคิดเชิงบวก
-สอนการหา เหตุ(อดีต) และการนึกถึง ผล(อนาคต)
-ฝึกวิธีการแก้ปัญหา
-ฝึกการเป็นผู้ให้ เสียสละ และผลที่จะได้ในอนาคต
-พัฒนาความรู้เรื่อง กฎแห่งกรรม และสร้างความละอายกลัวต่อบาป จนถึงผลที่จะตามมาในอนาคต
-รู้ถึงคุณค่าชีวิต และสร้างชีวิตให้มีความหมาย เพื่อประโยชน์ ไม่สร้างโทษภัย แก่ทุกสังคม
-พัฒนาความซื่อสัตย์ และ ความอดทน ในที่ทำงาน
-พัฒนาประสิทธิภาพ(Effectiveness in Quality) และประสิทธิผล(Efficiency in Quantity) ในการทำงาน เช่น แผนกบัญชี
การผลิต การบริหาร ฯลฯ
-พัฒนาความสุขของพนักงานด้วยคุณค่า มากกว่า ปริมาณตัวเงินในด้านความคุ้มค่า
-พนักงานมีความสุขขณะทำงาน รักที่ทำงาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
-สร้าง ปัญญา ความสุขทางใจ ลดความทุกข์ บุญกุศล สิ่งที่ดีงามแก่สังคม และ ความสำเร็จ
-ช่วยลดการลาออกของพนักงาน
-สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดความโปร่งใส (Good Governance in Organization)
-เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development)
-พัฒนาความรู้ตามหลักพุทธศาสนาเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน
วิธีการ:
-เล็งเห็นปัญหาและต้องการพัฒนาปรับปรุง
-สร้างการยอมรับและมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ (Commitment)
-วางแผนบุคลากร สถานที่ อุปกรณ์ และกิจกรรม
-การฝึกเจริญสติในที่ทำงาน
-รับฟังปัญหาของพนักงาน
-สนทนากลุ่ม
-ร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
-ฝึกเจริญสติ(ครั้งละ 2, 5, 10นาที) ช่วงก่อนทำงาน ก่อนประชุม ช่วงพักเที่ยง และก่อนกลับ
-นำสติไปใช้ในชีวิตประจำวัน และที่บ้าน
-ฝึกเจริญสติทุกวัน เริ่มต้น 9 สัปดาห์ และฝึกต่อเนื่องไปตลอด
-นำการเจริญสติไปเผยแผ่ต่อสังคมรอบข้าง
-ฝึกการคิดดี(คิดให้เป็น) พูดดี(เหมาะสม) ทำดี(ทำให้ได้จริงๆ)
-ใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต ด้วย สติ เหตุและผล ตลอดไป
-ประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
---------------
หลักสูตร การเจริญสติ ในที่ทำงาน แนววิถีพุทธ
๑. ชื่อหลักสูตร: การเจริญสติ-วิปัสสนา ในที่ทำงาน แนววิถีพุทธ
Vipassana Mindfulness Meditation At Work (Buddhist-Oriented)
๒. ระยะเวลา: ครั้งที่ ๑ – บรรยาย และฝึกเจริญสติ รวม ๑๐ ครั้ง
ครั้งต่อไป - ทุกเดือนๆ ละ ๑ ครั้ง และตามความเหมาะสม
๓. กลุ่มเป้าหมาย: ผู้บริหาร, หัวหน้า และอาสาสมัคร เพื่อนำอบรมพนักงานในองค์กร
๔. ความเป็นมาและความสำคัญของหลักสูตร
การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและระดับสติปัญญา และสามารถขัดเกลากิเลสให้ลดละลงจนกระทั่งเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคือพระนิพพาน ดังพระพุทธพจน์ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม (อริยมรรค) เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน ทางนี้คือ สติปัฎฐาน ๔ ประการ”
สติปัฎฐาน คือ การตั้งสติสัมปชัญญะ เพียรพิจารณากาย เวทนา จิตและธรรม เพื่อกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกให้ได้ โดยแยกพิจารณาเป็น ๔ ประการ คือ
๑. การพิจารณาเห็นกายในกาย
๒. การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
๓. การพิจารณาเห็นจิตในจิต
๔. การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย
(มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระไตรปิฏกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พุทธศักราช ๒๕๓๙. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๓๙. หน้าที่ ๔๐)
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถือได้ว่าเป็นหน้าที่หลักสำคัญยิ่งของพุทธศาสนิกชนในการฝึกอบรมจิตให้เกิดสติและปัญญา โดยอาศัยหลักองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ การเจริญสติระลึกรู้โดยกำหนดรู้กาย เวทนา จิต และองค์ธรรม เพื่อให้รู้แจ้ง รู้ชัด รู้เท่าทันในสิ่งทั้งหลายตรงต่อสภาวะธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ ณ ขณะนั้น จนสามารถลดละกิเลส ๓ โมหะ (หลง) โลภะ (โลภ) โทสะ (โกรธ) และถอนความหลงผิด คือ มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) และเกิดปัญญาความเข้าใจและความรู้ที่ถูกต้อง คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) บุคคลผู้ปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้จะค่อยๆ ลดความทุกข์ เพิ่มความสุขภายในใจ สามารถพัฒนาระดับสติปัญญา และแก้ปัญหาในการทำงาน เพื่อช่วยในการดำเนินชีวิตประจำวัน จนท้ายที่สุดเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพ มีคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมปัจจุบันได้
ปัจจุบันการเจริญสติกำลังเป็นที่นิยมมาก ในอเมริกา อังกฤษ ยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย อินเดีย และอีกหลายประเทศทั่วโลก ภายใน ๕ ปีที่ผ่านมา และแพร่หลายต่อไป อย่างไม่หยุด เช่น การเปิดศูนย์ Mindfulness Center ในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ โดยเน้นการสอน เรื่องการบำบัดผู้ป่วย คลายความเครียด และมีประโยชน์มากต่อ การกระตุ้นการทำงานของสมอง ในส่วนหน้าของสติเหตุผล-Prefrontal Cortex, การกระตุ้นสมองให้ทำงานพร้อมกันทั้งสองด้านโดยเฉพาะด้านซ้ายที่แสดงความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ, สมองความจำส่วน-Hippocampus, เพิ่มการกระตุ้น Serotonin ที่ช่วยนำสารสุขมาให้สมอง และมีผลดีในอีกหลายส่วนของสมอง อีกทั้งยังช่วยลดการทำงานของ สมองส่วนกลาง(Amygdala) ที่แสดง อารมณ์ความกลัว วิตก โกรธ เครียด กร้าวร้าว ให้ทำงานน้อยลงได้อีกด้วย
ผู้ที่เริ่มนำเอาสติมาสอน ในหลักสูตรสติคลายเครียด - MBSR ตามมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ และโรงพยาบาลชั้นนำทั่วโลก เช่น Dr. Jon Kabat-Zinn, Dr. Rick Hanson, Dr. Diana Winston, Dr. Bob Stahl, Dr. Richard Davidson (Neuroscientest - นักวิทยาศาสตร์ ด้านสมอง), Dr. Dan Siegel, ล้วนแต่ได้เคยมาฝึกสมาธิ กับพุทธศาสนาแนวทั้งจาก สายเถรวาท Vipassana Meditation, สายท่านโกแองก้า Goenka Vipassana และสมาธิสายธิเบต นอกจากประโยชน์การคลายเครียดแล้ว ยังทำให้มีสุขอีกด้วย Dr. Richard Davidson ได้ศึกษาวิจัยหาบุคคล ที่มีความสุขมากที่สุดในโลก จากการวัดคลื่นสมอง (Gamma Wave) และได้พบว่าท่านนั้นคือ Ven. Matthieu Ricard (นักบวชธิเบต ชาวฝรั่งเศสที่ได้รับฉายาว่า World's Happiest Man ในนิตยสาร Time Magazine)
นอกจากการเจริญสติคลายเครียดได้แล้ว ยังมีผลดีต่อการทำงานของสมอง เส้นเลือด หัวใจ และทุกระบบในร่างกาย รวมถึงการใช้ชีวิต อย่างมีผาสุขต่อตนเอง การทำงาน ครอบครัว และต่อองค์กรในทุกระดับของพนักงาน อีกทังยังเกิดความเมตตากรุณาในองค์กร และนำเอาสติไปใช้ลดปัญหาในที่ทำงาน พัฒนานิสัยตนเอง ปัญหาในครอบครัว และเพื่อสอนลูกหลานต่อไป พนักงานเมื่อได้รับฝึกการผ่อนคลายสงบแล้ว จะสามารถพัฒนาสติรู้ทันความคิด และสามารถควบคุมสติในการทำงาน นอกจากนั้นสติยังช่วยในการนอนหลับได้เร็วขึ้น
ประโยชน์ของการเจริญสติ จากงานวิจัยทั่วโลกกว่า ๑,๐๐๐ เรื่อง เสนอโดยสรุป มีดังนี้
๑. ช่วยลด ซึมเศร้า ได้ 75% (Depression)
๒. ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น 65% (Well-being)
๓. เพิ่มภูมิต้านทานได้ 50% (Immune System) และช่วยลดแรงดันเลือด (Lower Blood Pressure)
๔. เพิ่มเนื้อสมองส่วนสีเทาด้านสติเหตุผล ความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มกระตุ้นหรือควบคุมการทำงานของสมองในส่วน Prefrontal Cortex (สติเหตุผล การตัดสินใจ), กระตุ้นสร้างเสริมส่วน Hippocampus (ความจำ) และลดการทำงานของ Anterior Insula (ความเครียด ขยะแขยง เกลียด ไม่พอใจ)
๕. ลดเซลล์ส่วนของสมองด้านอารมณ์ลบด้าน ก้าวร้าวหรือกลัวหนี (Amygdala – Fight or Flight)
๖. ลดความเครียดได้ ทำให้แก่ช้าลง (Stress Reduction)
๗. ช่วยคลายเครียด ด้วยการสร้างโทเลเมีย (Telomere) คุมที่ปลายของโครโมโซม ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง (Dr. Elizabeth Blackburn)
๘. ช่วยให้แก้ไขในขณะเกิดสถานการณ์คับขันได้ดี (Conflict & Crisis Resolution)
๙. พัฒนาความตั้งใจในการรับรู้ (Kid’s Attention) และควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น (Emotion Regulation)
๑๐. ช่วยให้รู้ทัน ความคิดลบ อารมณ์/ความรู้สึก และพฤติกรรม (Thoughts Emotion and Behavior)
๑๑. ช่วยพัฒนาทักษะในการสื่อสาร มนุษยสัมพันธ์ และการอยู่ร่วมกับสังคมได้ดี (Interpersonal Skills)
๑๒. ช่วยพัฒนาความเมตตา กรุณา และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น (Loving Kindness and Compassion)
๑๓. ทำให้สมองเกิดคลื่นความสุขภายในที่เรียกว่า แกมม่าเวฟ (Gamma Wave)
๑๔. ช่วยสร้างความหนาแน่นเพิ่มขึ้นในสมองส่วน Cortical Thickness ในการป้องกัน Brain Maturation, Aging และ Dementia ซึ่งอาจทำให้เกิดโรค ความจำเสื่อม-Alzheimer, โรคสันนิบาต (ร่างกายสั่น) Parkinson, Vascular Dementias จากงานวิจัยของ Dr. Sara Lazar
๑๕. ช่วยลดอัตราเสี่ยง เมื่อใช้คู่กับการรักษา DBT (Dialectical Behavior Therapy) สำหรับ โรคทำร้ายตัวเอง การคิดถึงการฆ่าตัวตาย และการรักษาความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (BPD - Borderline Personality Disorder) โดย Marsha Linehan (http://www.psychotherapybrownbag.com/psychotherapy_brown_bag_a/2009/03/dialectical-behavior-therapy-skills-part-1-mindfulness.html)
๑๖. ช่วยป้องกันการกลับมาเสพซ้ำ และลดอาการ ของโรคซึมเศร้า อยากเสพเหล้า/แอลกอฮอล อยากเสพยา และ SUD - Substance Use Disorder ในสารเสพติดของผู้เสพ (https://www.rehab4alcoholism.com/article/45/ultimate-guide-to-mindfulness-and-addiction)
๑๗. ช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้น ในโรคนอนหลับยาก Crinical Insomnia โดย Dr. Cynthia Gross
(https://mrsmindfulness.com/mindfulness-as-a-cure-for-insomnia-8-steps-to-resting-easy/)
๑๘. ช่วยพัฒนาสร้าง ความตั้งใจ จดจ่อ และสมาธิ ให้กับนักเรียน โดย บทความ The Effects of Mindfulness on Students’ Attention ของ Rose Bringus (http://sophia.stkate.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1189&context=maed)
๑๙. ช่วยลด ACTH (AdrenoCorticoTropic Hormone) หรือที่เรียกว่า Stress Hormone ที่ถูกผลิตออกจาก
ต่อมไฮโปธาลามัส - Hypothalamus และ ต่อมพิททูอิทารี Pituitary Gland
ความเครียดที่เกิดสะสมขึ้นในร่างกาย สามารถก่อให้เกิดผล ดังต่อไปนี้
-โรคปวดหัวไมเกรน - Migrane
-ไฮเปอร์เทนชั่น เครียด - Hypertension
-อดนอน / นอนหลับไม่เพียงพอ - Sleep Deprivation
-ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย - Chronic Fatigue Syndrom CFS
-ท้องร่วง หรือ ท้องผูก - Diarrahea or Constipation
-กรดไหลย้อน - Gastroesophageal Reflux Desease GERD / Acid Reflux Disease
-สิว - Acne
-ลมพิษ ผื่นคัน - Hives
-โรคอ้วน - Eating Disorders
-ไขมันสะสมในเส้นเลือด ทำให้แข็ง จนเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ - Atheroscierosis
(https://palousemindfulness.com/docs/what-is-stress.pdf)
ในระยะยาวการเจริญสติตามแนววิปัสสนากัมมัฏฐานของพุทธศาสนา ด้วยวิธีที่ถูกต้อง จะสามารถนำจิตเข้าสู่เบื้องลึกของระดับจิตใต้สำนึก เพื่อไปปรับเปลี่ยนนิสัย พฤติกรรม ความทุกข์ และอารมณ์ต่างๆ สำหรับทุกคนในองค์กรที่ได้มีโอกาสฝึกเจริญสติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ความทุกข์ลดน้อยลง และยังนำสู่เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือพระนิพพาน(นิพพานสุข) ที่เป็นความสุขสูงสุด มากกว่า กามสุข และสมาธิสุข
๕. วัตถุประสงค์ของหลักสูตร
๕.๑ เพื่อจัดอบรมความรู้ด้านทฤษฎีแก่ผู้บริหาร, ผู้จัดการ และระดับหัวหน้า สำหรับนำไปสอนพนักงานในองค์กร เรื่องการเจริญสติ-วิปัสสนา
๕.๒ เพื่อจัดการฝึกเจริญสติ-วิปัสสนาแก่ผู้บริหาร, ผู้จัดการ และระดับหัวหน้า สำหรับนำไปสอนพนักงานในองค์กร
๕.๓ เพื่อให้เกิดความรู้ในหลักพุทธธรรม สำหรับนำไปใช้พัฒนานิสัยตนเอง, แก้ปัญหาในที่ทำงาน และสร้างความสุขในครอบครัว
๕.๔ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อม และบรรยากาศของการเจริญสติ-วิปัสสนาในองค์กร
๕.๕ เพื่อให้มีทักษะในการแก้ปัญหา การเรียนรู้เรื่องเหตุ/ผล การบริหารการเงิน และการสร้างเป้าหมายสู่ความสำเร็จในอนาคต ตามหลักอริยสัจ ๔
๕.๖ เพื่อให้มีความรู้เรื่อง ความคิด/ความรู้สึก/อารมณ์/พฤติกรรม ในการบำบัดโรคทางใจ และเพื่อป้องกันในอนาคต
๕.๗ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการใช้ภาษา การสนทนา และการสื่อสาร
๕.๘ เพื่อให้มีความรู้ด้านสมอง, จิตวิทยา, โรคทางใจทางการแพทย์, สุขภาพ และความรู้ในวิชาชีพ
๕.๙ เพื่อให้มีความสามารถทางการค้นคว้า และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุผล
๖. คำอธิบายสาระหลักสูตร
ฝึกอบรมการเจริญสติให้กับผู้บริหาร, ผู้จัดการ และระดับหัวหน้า เพื่อสอนพนักงานในองค์กร สำหรับการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมกับศึกษาหลักธรรมของพุทธศาสนาที่เหมาะสม จากเนื้อหาที่ง่ายไปหายาก ทำให้เห็นประโยชน์ เกิดความสนใจ มีฉันทะ และสนุกไปกับการเจริญสติ/พัฒนาปัญญาทุกวันในองค์กร จนสามารถนำไปใช้ให้เกิดผลได้จริง เข้าใจเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา(สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน-สติปัฎฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยการฝึกเจริญสติในท่า เดินสติ นั่งเจริญสติ ยืนสติ และนอนสติ-เพื่อช่วยให้หลับได้เร็ว)
พัฒนาแนวคิดกุศลเชิงบวก รู้ทันคิดอกุศลเชิงลบ และนำหลักการเจริญสติมาใช้ในที่ทำงานและชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง สามารถนำเอาหลักอริยสัจ ๔ ไปใช้แก้ไขปัญหา เรียนรู้เรื่องเหตุ/ผล เพื่อประยุกต์ใช้ในทุกสถานการณ์ ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างเป้าหมายจนนำไปสู่ความสำเร็จ
เพื่อพัฒนาการเรียน ด้วยการฝึกสติให้รู้ทันความคิด/อารมณ์-ความรู้สึก/พฤติกรรม, สร้างความสุขในครอบครัว, รู้แนวทางดำเนินชีวิต และเป็นคนดีของสังคม, เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องความสุข บุญ และปัญญาในทางพระพุทธศาสนา สามารถพัฒนาทางด้านภาษา เพิ่มทักษะด้านการสนทนา การสื่อสารกับผู้คน และสร้างความมั่นใจในการพูด
พัฒนาความรู้ทางด้านสมอง, จิตวิทยา, โรคทางใจทางการแพทย์ และความรู้ด้านอื่น ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ในฐานะ คนทำงาน, ผู้ปกครอง, พลเมืองที่ดี และชาวพุทธ เรียนรู้วิธีการค้นคว้าและหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างรอบคอบมีเหตุผล
๗. เนื้อหาการอบรมของหลักสูตร
๗.๑ การอบรมผู้จัดการระดับหัวหน้า สำหรับสอนพนักงานในองค์กร เรื่องการเจริญสติ-วิปัสสนา พร้อมกับการจดบันทีกในสมุดส่วนตัว เพื่อเก็บไว้ทบทวนหลักการความรู้ในอนาคต ของเนื้อหาดังต่อไปนี้
-องค์ประกอบของชีวิต และการทำงานของจิต
-ประวัติความเป็นมาของการเจริญสติ-วิปัสสนาในพุทธศาสนา และจิตวิทยาตะวันตก
-ความหมายของการเจริญสติ-วิปัสสนา ตามแนวพุทธศาสนา และจิตวิทยาตะวันตก
-ประโยชน์ของการเจริญสติ-วิปัสสนาต่อสมอง ร่างกาย ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม
-การทำงานของจิต อารมณ์ต่างๆ และวิธีควบคุมจิต ตามหลักพุทธศาสนา
-การฝึกให้รู้จักสรุปประเด็นเนื้อหา, แสดงความคิดเห็น, การถาม/ตอบ และพัฒนาการใช้ภาษาในการสื่อสาร
-การเจริญสติสำหรับการคลายเครียด
-การเจริญสติกับการป้องกันโรคทางใจ เช่น โรคซึมเศร้า เครียด ย้ำคิดย้ำทำ วิตกกังวล อารมณ์โกรธ นอนหลับยาก ฯลฯ
-การเจริญสติกับการป้องกันการกลับมาเป็นโรคทางใจ และการเสพยาเสพติด
-ความรู้ในการพัฒนาวิชาชีพ
นอกจากนั้นยังสนับสนุนผู้จัดการระดับหัวหน้า ให้เป็นที่ปรึกษาแนะนำ ในการแก้ปัญหากับพนักงาน หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เป็นการส่วนตัว หรือเป็นกลุ่ม ที่เกี่ยวกับเรื่องปัญหาส่วนตัว การทำงาน และครอบครัว
๗.๒ การฝึกเจริญสติ ด้วยรูปแบบอานาปานสติ/พองหนอ-ยุบหนอ คู่กับหลักสติปัฏฐาน ๔ ใน อิริยาบถต่อไปนี้
-นั่งเก้าอี้สติ
-นั่งพื้นสติ
-เดินสติ
-โยคะสติ หรือ สติในขณะออกกำลังกาย
-ยืนสติ
-สติในอิริยาบถย่อยอื่นๆ ระหว่างวันในองค์กร ที่บ้าน และทุกสถานที่
-นอนสติ (ปัจจุบันเป็นปัญหาของคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาการนอนหลับยาก)
-การประเมินผล/สอบอารมณ์หลังการฝึกทุกครั้ง
การฝึกเจริญสติเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในองค์กรทุกวัน เช่น ก่อนเข้าทำงาน ก่อนพักเที่ยง ก่อนเข้างานช่วงบ่าย หลังเลิกงาน ก่อนประชุม ก่อนการอบรม และในกิจกรรมหลักอื่นๆ
นอกจากการเจริญสติทุกวันแล้ว ยังจัดหลักสูตรอบรมและฝึกการเจริญสติแก่พนักงานเพิ่มเติมเป็นระยะๆ เช่น ๓ ชั่วโมง /๑ วัน / ๓ วัน หรือ ๗ วัน ในและนอกสถานที่ตามความเหมาะสม
๗.๓ หลักพุทธธรรมด้านทฤษฎีที่จะนำมาสอนในองค์กร เช่น
-ส่วนประกอบของชีวิต (ขันธ์ ๕)
-การทำงานของจิต, ประเภทของอารมณ์ กิเลสในใจ (โมหะ โลภะ โทสะ) และวิธีการควบคุม
-ประเภทของความสุข ปัญญาทางพุทธศาสนา และบุญกุศล เพื่อสร้างเป้าหมายสู่ความสำเร็จในการดำเนินชีวิต
-กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ในองค์กร และชีวิตประจำวัน
-หลักพรหมวิหาร ๔ (ความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา)
-การพัฒนาจิตด้วย ทาน ศีล และภาวนา (สมถ และวิปัสสนาภาวนา ด้วยรูปแบบอานาปานสติ/พองหนอ-ยุบหนอ และสติปัฏฐาน ๔) ด้วยภาษาที่ทันสมัย และเข้าใจง่ายเหมาะสมกับความรู้
-หลักธรรมที่เกี่ยวกับ ฆราวาส การทำงาน ครอบครัว และสังคม
๗.๔ การสร้างสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างบรรยากาศในการสนับสนุนกิจกรรมการเจริญสติ ภายในองค์กรตามความเหมาะสม เช่น ป้าย บอร์ด สติกเกอร์ เชือก โบว์ ผ้า เข็มกลัด เสียงระฆังของสติ หรือสัญญลักษณ์เสียง เตือนให้เจริญสติทุกระยะเวลา
๗.๕ วิธีวิเคราะห์หา “เหตุ (ในอดีต)” และการเล็งเห็นถึง “ผล (ในอนาคต)” และ เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา ด้วยหลักอริยสัจ ๔ เพื่อความสำเร็จ พร้อมกับการยกตัวอย่าง และเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาในอนาคต เช่น ปัญหาจากเหตุการณ์ต่างๆ, สารเสพติดมึนเมา, ปัญหาในที่ทำงาน, ปัญหาในครอบครัว, สังคมเพื่อน และอื่นๆ
๗.๖ ผลกระทบของ ความคิดลบ (อกุศล) และคิดบวก (กุศล) สู่อารมณ์/ความรู้สึก และพฤติกรรม ตามแนวจิตวิทยา ที่เรียกว่า สติบำบัดโรคตามแนวกรมสุขภาพจิต MCBT (Mindfulness Cognitive Behavior Therapy) และ แนวจิตวิทยาตะวันตก MBCT (Mindfulness-Based Cognitive Therapy) ในการนำไปใช้ป้องกันและบำบัดโรคทางใจ ซึ่งเป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ทั่วโลก เป้าหมายของการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในอนาคต สำหรับลดความทุกข์ สร้างสุข และเตรียมพร้อมต่อปัญหาโรคทางใจในอนาคต แก่ตนและคนในครอบครัว
๗.๗ การฝึกอบรมในเรื่องการฟังด้วยการนึกภาพและจิตนาการ การสรุปประเด็นเนื้อหา ความเข้าใจ ความจำในเนื้อหา การพูดสนทนา การรู้จักถาม/ตอบ และกล้าแสดงความคิดเห็น เพื่อพัฒนาการใช้ภาษา การสนทนา และการสื่อสาร
๗.๘ การฝึกให้สามารถค้นคว้า และหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่ง เช่น การสอบถาม การขอคำปรึกษาแนะนำ การใช้โทรศัพท์ให้เป็นประโยชน์ อินเตอร์เนท การสังเกตุ ด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบและใช้เหตุผล
๗.๙ การอบรมความรู้ด้านจิตวิทยาเชิงบวก (Posiive Psychology), จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education), การสร้างความคิดเชิงบวก (Positive Thinking), ความรู้เบื้องต้นทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับโรคทางใจ เช่น โรคซึมเศร้า ความเครียด วิตกกังวล จิตเภท สมาธิสั้น ย้ำคิดย้ำทำ การควบคุมอารม์ นอนหลับยาก และความรู้ด้านอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง การทำงาน ครอบครัว และสังคม
๘. ขอบข่ายเนื้อหาการอบรม
๘.๑ การอบรมผู้บริหารและทุกคนในองค์กร ด้วยความสมัครใจและอธิบายอย่างมีเหตุ/ผล โดยใช้ภาษาที่ง่าย น่าสนใจ ทันสมัย ในการสอนเนื้อหาเรื่องการเจริญสติ, การพัฒนาจิต, ประโยชน์ของการเจริญสติต่อสมอง/อารมณ์/ร่างกาย/จิตใจ, ผลที่จะได้รับ การพัฒนาการทำงาน และเป้าหมายสู่ความสุขสำเร็จ
๘.๒ การฝึกสอนเจริญสติ-วิปัสสนาในองค์กร ด้วยภาษาที่ทันสมัย และรูปแบบที่ง่าย ในรูปแบบอานาปานสติ คู่กับหลักสติปัฏฐาน ๔ ในทุกอายตนะ การมีสติรู้ทันความคิด อารมณ์และความรู้สึก เพราะเป็นการฝึกที่ง่ายสำหรับนักเรียนในช่วงเริ่มต้น เมื่อชำนาญแล้ว จึงฝึกรูปแบบพองหนอ-ยุบหนอ เพื่อให้เกิดทักษะทำเป็นทั้ง ๒ รูปแบบ
หลังจากฝึกแล้ว จะมีการประเมินผล/สอบอารมณ์ ด้วยความเข้าใจ และเมตตากรุณา ด้วยการรับฟังปัญหาอย่างมีเหตุ/ผล อีกทั้งยังสนับสนุนให้ครูเป็นที่ปรึกษาแนะนำปัญหาต่างๆ ให้กับนักเรียน เพื่อรับฟังปัญหา/ความคิดเห็นจากนักเรียน เมื่อรับฟังแล้วควรมีคำชมเชย การสร้างแรงจูงใจ และการได้รับรางวัลทางใจตามความเหมาะสม
การสอนให้มีสติรู้ทันความคิด การพูดจา และการประพฤติ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขในอนาคต เป้าหมายของการเจริญสติเพื่อการพัฒนาตนเอง เพื่อพฤติกรรมกุศลเชิงบวก สร้างความสุขภายใน ที่บ้านในครอบครัว สังคมเพื่อน และเพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคม
๘.๓ หนังสือธรรมะ และหลักธรรมของพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง โดยเลือกสอนจากเนื้อหาที่ง่าย ทันสมัย น่าสนใจ และใช้ภาษาเหมาะสมกับวัย
๘.๔ เนื้อหาของสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างบรรยากาศ กิจกรรมการเจริญสติ ประกอบด้วยสื่อหลัก และสื่อจร เช่น เรื่องการเจริญสติ ประโยชน์ต่อสมอง ร่างกายและจิตใจ การพัฒนาการเรียน การควบคุมอารมณ์ การรู้ทันความคิด (คิดลบ ความรู้สึก อารมณ์ พฤติกรรม เพื่อป้องกันโรคทางใจ) การรู้ทันคำพูด การรู้ทันการกระทำ และ เนื้อหาความรู้ที่อบรมในแต่ละช่วงเวลา ตลอดภาคการศึกษาจนครบ
๘.๕ การให้ความรู้ การยกตัวอย่าง การนำกรณีตัวอย่างมาสนทนา ในเรื่องหลักการหาเหตุ (ในอดีต) การเห็นถึงผล (ในอนาคต) และเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาด้วยหลักอริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ด้วยการใช้ตัวอย่างจริงในหลากหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ที่บ้าน และนอกโรงเรียน
๘.๖ เนื้อหาในความรู้เรื่องสติบำบัดโรคทางใจตามแนวทางพุทธ เรื่องของกาย วาจา ใจ และการเจริญสติของทางตะวันตกด้านจิตวิทยาทางการแพทย์, เรื่องของ ความคิด ความรู้สึก/อารมณ์ และพฤติกรรม เพื่อการพัฒนาสติให้รู้ทันความคิดลบ และความคิดฟุ้งซ่าน ซึ่งมีผลกระทบต่อ ความตั้งใจ ความจดจ่อ การมีสมาธิ การรับรู้นึกคิด ความจำ ความเข้าใจ สำหรับนำไปพัฒนาการเรียน การสร้างความคิดเชิงบวก และวิธีควบคุมความคิด/อารมณ์/พฤติกรรม (กาย วาจา ใจ) ที่โรงเรียน ที่บ้าน และทุกสถานที่
การพัฒนาสติและเหตุผล ในข้อดี/ข้อเสีย ของการใช้โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เนท และสารเสพติด/สารมึนเมา ที่จะเป็นอันตรายต่อสมอง การเรียน นิสัย ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม
๘.๗ การสอนในหลักธรรมนิเทศ โยนิโสมนสิการ วิภัชชวาท และหลักความรู้เพื่อพัฒนาการใช้ภาษาและการสื่อสาร
๘.๘ การพัฒนาความสามารถทางการค้นคว้า และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยสามารถสร้างโจทย์ เป้าหมาย หาปัญหา และค้นคว้าจนกระทั่งหาคำตอบได้ อย่างถูกวิธีในสื่อสารมวลชนที่มีอยู่
๘.๙ การให้ความรู้ทางจิตวิทยา หลักทางการแพทย์ สุขอนามัยการกินการดื่ม และความรู้อื่นๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากความรู้การเจริญสติ-วิปัสสนาตามแนวของพุทธศาสนา กับทางจิตวิทยา โดยมีเป้าหมายเพื่อการประยุกต์ใช้ในการรู้ทัน ความคิด/นิสัยตนเอง เพื่อการพัฒนาอารมณ์ เพื่อสร้างพฤติกรรมกุศลเชิงบวก และสร้างความสุขภายใน, การเจริญสติที่บ้านในครอบครัว และใช้กับสังคมเพื่อน
๙. วิธีการสอน
๙.๑ การบรรยายพร้อมกับสื่อ/สไลด์
๙.๒ การฝึกเจริญสติ-วิปัสสนา ในอิริยาบถต่างๆ
๙.๓ การส่งสอบอารมณ์ (ถาม/ตอบ)
๙.๔ การให้แสดงความคิดเห็น
๙.๕ การใช้การสังเกต และการวิเคราะห์ในพฤติกรรม
๑๐. วิธีการประเมินผล
๑๐.๑ การสังเกตพฤติกรรมในของการเจริญสติ ก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติ
๑๐.๒ การสนทนาถาม/ตอบ การแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ
๑๐.๓ แบบประเมินผลของการเจริญสติ ในตนเอง สังคมเพื่อน โรงเรียน ครอบครัว และหลักธรรมทางทฤษฎีที่เข้าใจ
๑๐.๔ ผลของการเรียน ก่อนและหลังการอบรม
๑๑. คุณลักษณะของผู้ผ่านการอบรมที่พึงได้รับ
๑๑.๑ มีความรู้ถึง ความเป็นมา หลักการ และประโยชน์ของการเจริญสติ-วิปัสสนา
๑๑.๒ สามารถฝึกการเจริญสติ-วิปัสสนา เป็นประจำทุกวัน ได้ถูกต้องตามหลักสติปัฏฐาน
๑๑.๓ สามารถนำการเจริญสติไปใช้ในการพัฒนาตนเอง ที่โรงเรียน ที่บ้าน กับสังคมเพื่อน และในชีวิตประจำวัน
๑๑.๔ มีความเข้าใจองค์ประกอบของชีวิต(ร่างกาย/จิตใจ), การทำงานของจิต, อารมณ์ต่างๆ, วิธีควบคุมจิตใจ/อารมณ์, ความสุขภายใน, การดำเนินชีวิตในอนาคต และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
๑๑.๕ เรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยหลักอริยสัจ ๔ และการพัฒนาการใช้หลัก เหตุ/ผล
๑๑.๖ รู้ทันคิดลบ(อกุศล) อารมณ์ลบ และพฤติกรรม พร้อมกับ การสร้างความคิดเชิงบวก(กุศล)เป็น
๑๑.๗ มีความสามารถด้านการใช้ภาษา การสนทนา และการแสดงออกที่ถูกต้อง
๑๑.๘ สามารถค้นคว้า และหาความรู้ด้วยตนเองเป็นอย่างมีเหตุผล
๑๑.๙ มีความรู้ทางด้านจิตวิทยา และทางการแพทย์ เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิต
๑๑.๑๐ ได้รับความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์นอกเหนือจากวิชาที่เรียน
๑๒. แผนและกิจกรรมการอบรม
กำหนดการอบรม
การเจริญสติ ในองค์กร แนววิถีพุทธ
การอบรมเริ่มต้น – ครึ่งวัน อาทิตย์ละครั้ง จำนวน ๑๐ สัปดาห์
หลังจากนั้น อบรม เดือนละ ๑ ครั้ง หรือตามความเหมาะสม
******************
การอบรมการเจริญสติในแต่ละครั้ง ประกอบด้วย
๑. การบรรยายเนื้อหาในแต่ละสัปดาห์
๒. การฝึกเจริญสติ ในท่า นั่งเก้าอี้ / นั่งพื้น / เดิน / นอน / อิริยาบถระหว่างวัน
๓. การสอบอารมณ์, ถามตอบ ประเมินผล และแสดงความคิดเห็น
๔. การมอบหมายงานค้นคว้า ในเนื้อหาของสัปดาห์ต่อไป เพื่อนำมาสนทนาในกลุ่ม
-------------------
*****หลักสูตรการเจริญสติในองค์กร เรียบเรียงขึ้นเพื่อนำเสนอสำหรับการพัฒนากิจกรรม แก่
ส่วนวางแผนและพัฒนาการอบรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย ธ.ค. 2560
-------------------
สอนโดย อณิวัชร์ เพชรนรรัตน์
ผู้ก่อตั้ง/สอนภาคปฏิบัติ - ชมรมศูนย์เจริญสติ-วิปัสสนา เขตลาดพร้าว กทม.
โทร. 091 9935593 dtac / 087 6659222 true / 081 3835443 ais
Line ID: aniwat5593
Email: petchnorrarat@hotmail.com
Facebook: vipassanameditationthailand
การเจริญสติในที่ทำงาน แนววิถีพุทธ
Mindfulness At Work (Buddhist-Oriented)
-ปัญหาการทำงาน
-ปัญหาความคิดเชิงลบ
-ปัญหาการเงิน
-ปัญหาการให้ แบ่งปัน ความเหมาะสม การเอาเปรียบกัน
-ปัญหาการเลี้ยงลูก
-ปัญหาครอบครัว
-ปัญหาอารมณ์เป็นใหญ่ มากกว่าสติและเหตุผล
-ปัญหาความไม่ซื่อสัตย์ ความโลภ
สาเหตุของปัญหา:
-การศึกษาและความรู้ในเรื่องจิตใจ และ สติ
-วิธีการฝึกเจริญสติ
-การควบคุมต่อปัญหาอารมณ์ตนเอง
-ความเกรงกลัวละอายต่อบาป และเข้าใจถึงผลที่จะตามมา
-การอบรมและฝึกฝน
-เป้าหมาย วิสัยทัศน์ วัฒนธรรมองค์กร/ที่ทำงาน
-การมุ่งเน้นแต่ปริมาณและความคุ้มค่า
-ธรรมชาติของมนุษย์ที่มี กิเลส/เชื้อโรคร้าย(ยักษ์)ในใจ ๓ ตัว คือ ความหลง ความโลภ และความโกรธ
-ความเข้าใจในการทำงานของจิต และอารมณ์ต่างๆ ภายในจิต
-ความสามารถในการควบคุมกิเลส ๓ ตัว หรือ อารมณ์ต่างๆ
-ความดื้อรั้นและความไม่รู้
เป้าหมาย:
-ฝึกสร้าง สติ เพื่อพัฒนาอารมณ์ตนเอง ปัญหาการทำงาน และปัญหาครอบครัวในด้านการเงิน การเลี้ยงลูก และผู้สูงอายุ
-ฝึกสร้าง สติ และ เหตุผล เพื่อควบคุม อารมณ์ฝ่ายลบ แก่ผู้บริหารและพนักงาน ในการทำงานและที่บ้าน
-การเจริญสติ ช่วยลดความเครียด กังวล หงุดหงิด และอารมณ์โกรธ ให้กับพนักงาน
-เรียนรู้และรู้จักความคิดลบ
-สร้างความคิดเชิงบวก
-สอนการหา เหตุ(อดีต) และการนึกถึง ผล(อนาคต)
-ฝึกวิธีการแก้ปัญหา
-ฝึกการเป็นผู้ให้ เสียสละ และผลที่จะได้ในอนาคต
-พัฒนาความรู้เรื่อง กฎแห่งกรรม และสร้างความละอายกลัวต่อบาป จนถึงผลที่จะตามมาในอนาคต
-รู้ถึงคุณค่าชีวิต และสร้างชีวิตให้มีความหมาย เพื่อประโยชน์ ไม่สร้างโทษภัย แก่ทุกสังคม
-พัฒนาความซื่อสัตย์ และ ความอดทน ในที่ทำงาน
-พัฒนาประสิทธิภาพ(Effectiveness in Quality) และประสิทธิผล(Efficiency in Quantity) ในการทำงาน เช่น แผนกบัญชี
การผลิต การบริหาร ฯลฯ
การผลิต การบริหาร ฯลฯ
-พัฒนาความสุขของพนักงานด้วยคุณค่า มากกว่า ปริมาณตัวเงินในด้านความคุ้มค่า
-พนักงานมีความสุขขณะทำงาน รักที่ทำงาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
-สร้าง ปัญญา ความสุขทางใจ ลดความทุกข์ บุญกุศล สิ่งที่ดีงามแก่สังคม และ ความสำเร็จ
-ช่วยลดการลาออกของพนักงาน
-สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดความโปร่งใส (Good Governance in Organization)
-เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development)
-พัฒนาความรู้ตามหลักพุทธศาสนาเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน
วิธีการ:
-เล็งเห็นปัญหาและต้องการพัฒนาปรับปรุง
-สร้างการยอมรับและมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ (Commitment)
-วางแผนบุคลากร สถานที่ อุปกรณ์ และกิจกรรม
-การฝึกเจริญสติในที่ทำงาน
-รับฟังปัญหาของพนักงาน
-สนทนากลุ่ม
-ร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
-ฝึกเจริญสติ(ครั้งละ 2, 5, 10นาที) ช่วงก่อนทำงาน ก่อนประชุม ช่วงพักเที่ยง และก่อนกลับ
-นำสติไปใช้ในชีวิตประจำวัน และที่บ้าน
-ฝึกเจริญสติทุกวัน เริ่มต้น 9 สัปดาห์ และฝึกต่อเนื่องไปตลอด
-นำการเจริญสติไปเผยแผ่ต่อสังคมรอบข้าง
-ฝึกการคิดดี(คิดให้เป็น) พูดดี(เหมาะสม) ทำดี(ทำให้ได้จริงๆ)
-ใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต ด้วย สติ เหตุและผล ตลอดไป
-ประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
-ประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
---------------
การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและระดับสติปัญญา และสามารถขัดเกลากิเลสให้ลดละลงจนกระทั่งเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคือพระนิพพาน ดังพระพุทธพจน์ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม (อริยมรรค) เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน ทางนี้คือ สติปัฎฐาน ๔ ประการ”
สติปัฎฐาน คือ การตั้งสติสัมปชัญญะ เพียรพิจารณากาย เวทนา จิตและธรรม เพื่อกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกให้ได้ โดยแยกพิจารณาเป็น ๔ ประการ คือ
๑. การพิจารณาเห็นกายในกาย
๒. การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
๓. การพิจารณาเห็นจิตในจิต
๔. การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย
(มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระไตรปิฏกภาษาไทย เล่มที่ ๑๒ ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พุทธศักราช ๒๕๓๙. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๓๙. หน้าที่ ๔๐)
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ถือได้ว่าเป็นหน้าที่หลักสำคัญยิ่งของพุทธศาสนิกชนในการฝึกอบรมจิตให้เกิดสติและปัญญา โดยอาศัยหลักองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ การเจริญสติระลึกรู้โดยกำหนดรู้กาย เวทนา จิต และองค์ธรรม เพื่อให้รู้แจ้ง รู้ชัด รู้เท่าทันในสิ่งทั้งหลายตรงต่อสภาวะธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ ณ ขณะนั้น จนสามารถลดละกิเลส ๓ โมหะ (หลง) โลภะ (โลภ) โทสะ (โกรธ) และถอนความหลงผิด คือ มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) และเกิดปัญญาความเข้าใจและความรู้ที่ถูกต้อง คือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) บุคคลผู้ปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้จะค่อยๆ ลดความทุกข์ เพิ่มความสุขภายในใจ สามารถพัฒนาระดับสติปัญญา และแก้ปัญหาในการทำงาน เพื่อช่วยในการดำเนินชีวิตประจำวัน จนท้ายที่สุดเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพ มีคุณธรรมและจริยธรรมในสังคมปัจจุบันได้
ปัจจุบันการเจริญสติกำลังเป็นที่นิยมมาก ในอเมริกา อังกฤษ ยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย อินเดีย และอีกหลายประเทศทั่วโลก ภายใน ๕ ปีที่ผ่านมา และแพร่หลายต่อไป อย่างไม่หยุด เช่น การเปิดศูนย์ Mindfulness Center ในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ โดยเน้นการสอน เรื่องการบำบัดผู้ป่วย คลายความเครียด และมีประโยชน์มากต่อ การกระตุ้นการทำงานของสมอง ในส่วนหน้าของสติเหตุผล-Prefrontal Cortex, การกระตุ้นสมองให้ทำงานพร้อมกันทั้งสองด้านโดยเฉพาะด้านซ้ายที่แสดงความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ, สมองความจำส่วน-Hippocampus, เพิ่มการกระตุ้น Serotonin ที่ช่วยนำสารสุขมาให้สมอง และมีผลดีในอีกหลายส่วนของสมอง อีกทั้งยังช่วยลดการทำงานของ สมองส่วนกลาง(Amygdala) ที่แสดง อารมณ์ความกลัว วิตก โกรธ เครียด กร้าวร้าว ให้ทำงานน้อยลงได้อีกด้วย
ผู้ที่เริ่มนำเอาสติมาสอน ในหลักสูตรสติคลายเครียด - MBSR ตามมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ และโรงพยาบาลชั้นนำทั่วโลก เช่น Dr. Jon Kabat-Zinn, Dr. Rick Hanson, Dr. Diana Winston, Dr. Bob Stahl, Dr. Richard Davidson (Neuroscientest - นักวิทยาศาสตร์ ด้านสมอง), Dr. Dan Siegel, ล้วนแต่ได้เคยมาฝึกสมาธิ กับพุทธศาสนาแนวทั้งจาก สายเถรวาท Vipassana Meditation, สายท่านโกแองก้า Goenka Vipassana และสมาธิสายธิเบต นอกจากประโยชน์การคลายเครียดแล้ว ยังทำให้มีสุขอีกด้วย Dr. Richard Davidson ได้ศึกษาวิจัยหาบุคคล ที่มีความสุขมากที่สุดในโลก จากการวัดคลื่นสมอง (Gamma Wave) และได้พบว่าท่านนั้นคือ Ven. Matthieu Ricard (นักบวชธิเบต ชาวฝรั่งเศสที่ได้รับฉายาว่า World's Happiest Man ในนิตยสาร Time Magazine)
นอกจากการเจริญสติคลายเครียดได้แล้ว ยังมีผลดีต่อการทำงานของสมอง เส้นเลือด หัวใจ และทุกระบบในร่างกาย รวมถึงการใช้ชีวิต อย่างมีผาสุขต่อตนเอง การทำงาน ครอบครัว และต่อองค์กรในทุกระดับของพนักงาน อีกทังยังเกิดความเมตตากรุณาในองค์กร และนำเอาสติไปใช้ลดปัญหาในที่ทำงาน พัฒนานิสัยตนเอง ปัญหาในครอบครัว และเพื่อสอนลูกหลานต่อไป พนักงานเมื่อได้รับฝึกการผ่อนคลายสงบแล้ว จะสามารถพัฒนาสติรู้ทันความคิด และสามารถควบคุมสติในการทำงาน นอกจากนั้นสติยังช่วยในการนอนหลับได้เร็วขึ้น
ประโยชน์ของการเจริญสติ จากงานวิจัยทั่วโลกกว่า ๑,๐๐๐ เรื่อง เสนอโดยสรุป มีดังนี้
๑. ช่วยลด ซึมเศร้า ได้ 75% (Depression)
๒. ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น 65% (Well-being)
๓. เพิ่มภูมิต้านทานได้ 50% (Immune System) และช่วยลดแรงดันเลือด (Lower Blood Pressure)
๔. เพิ่มเนื้อสมองส่วนสีเทาด้านสติเหตุผล ความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มกระตุ้นหรือควบคุมการทำงานของสมองในส่วน Prefrontal Cortex (สติเหตุผล การตัดสินใจ), กระตุ้นสร้างเสริมส่วน Hippocampus (ความจำ) และลดการทำงานของ Anterior Insula (ความเครียด ขยะแขยง เกลียด ไม่พอใจ)
๕. ลดเซลล์ส่วนของสมองด้านอารมณ์ลบด้าน ก้าวร้าวหรือกลัวหนี (Amygdala – Fight or Flight)
๖. ลดความเครียดได้ ทำให้แก่ช้าลง (Stress Reduction)
๗. ช่วยคลายเครียด ด้วยการสร้างโทเลเมีย (Telomere) คุมที่ปลายของโครโมโซม ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง (Dr. Elizabeth Blackburn)
๘. ช่วยให้แก้ไขในขณะเกิดสถานการณ์คับขันได้ดี (Conflict & Crisis Resolution)
๙. พัฒนาความตั้งใจในการรับรู้ (Kid’s Attention) และควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น (Emotion Regulation)
๑๐. ช่วยให้รู้ทัน ความคิดลบ อารมณ์/ความรู้สึก และพฤติกรรม (Thoughts Emotion and Behavior)
๑๑. ช่วยพัฒนาทักษะในการสื่อสาร มนุษยสัมพันธ์ และการอยู่ร่วมกับสังคมได้ดี (Interpersonal Skills)
๑๒. ช่วยพัฒนาความเมตตา กรุณา และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น (Loving Kindness and Compassion)
๑๓. ทำให้สมองเกิดคลื่นความสุขภายในที่เรียกว่า แกมม่าเวฟ (Gamma Wave)
๑๔. ช่วยสร้างความหนาแน่นเพิ่มขึ้นในสมองส่วน Cortical Thickness ในการป้องกัน Brain Maturation, Aging และ Dementia ซึ่งอาจทำให้เกิดโรค ความจำเสื่อม-Alzheimer, โรคสันนิบาต (ร่างกายสั่น) Parkinson, Vascular Dementias จากงานวิจัยของ Dr. Sara Lazar
๑๕. ช่วยลดอัตราเสี่ยง เมื่อใช้คู่กับการรักษา DBT (Dialectical Behavior Therapy) สำหรับ โรคทำร้ายตัวเอง การคิดถึงการฆ่าตัวตาย และการรักษาความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (BPD - Borderline Personality Disorder) โดย Marsha Linehan (http://www.psychotherapybrownbag.com/psychotherapy_brown_bag_a/2009/03/dialectical-behavior-therapy-skills-part-1-mindfulness.html)
๑๖. ช่วยป้องกันการกลับมาเสพซ้ำ และลดอาการ ของโรคซึมเศร้า อยากเสพเหล้า/แอลกอฮอล อยากเสพยา และ SUD - Substance Use Disorder ในสารเสพติดของผู้เสพ (https://www.rehab4alcoholism.com/article/45/ultimate-guide-to-mindfulness-and-addiction)
๑๗. ช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้น ในโรคนอนหลับยาก Crinical Insomnia โดย Dr. Cynthia Gross
(https://mrsmindfulness.com/mindfulness-as-a-cure-for-insomnia-8-steps-to-resting-easy/)
๑๘. ช่วยพัฒนาสร้าง ความตั้งใจ จดจ่อ และสมาธิ ให้กับนักเรียน โดย บทความ The Effects of Mindfulness on Students’ Attention ของ Rose Bringus (http://sophia.stkate.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1189&context=maed)
๑๙. ช่วยลด ACTH (AdrenoCorticoTropic Hormone) หรือที่เรียกว่า Stress Hormone ที่ถูกผลิตออกจาก
ต่อมไฮโปธาลามัส - Hypothalamus และ ต่อมพิททูอิทารี Pituitary Gland
ต่อมไฮโปธาลามัส - Hypothalamus และ ต่อมพิททูอิทารี Pituitary Gland
ความเครียดที่เกิดสะสมขึ้นในร่างกาย สามารถก่อให้เกิดผล ดังต่อไปนี้
-โรคปวดหัวไมเกรน - Migrane
-ไฮเปอร์เทนชั่น เครียด - Hypertension
-อดนอน / นอนหลับไม่เพียงพอ - Sleep Deprivation
-ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย - Chronic Fatigue Syndrom CFS
-ท้องร่วง หรือ ท้องผูก - Diarrahea or Constipation
-กรดไหลย้อน - Gastroesophageal Reflux Desease GERD / Acid Reflux Disease
-สิว - Acne
-ลมพิษ ผื่นคัน - Hives
-โรคอ้วน - Eating Disorders
-ไขมันสะสมในเส้นเลือด ทำให้แข็ง จนเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ - Atheroscierosis
(https://palousemindfulness.com/docs/what-is-stress.pdf)
ในระยะยาวการเจริญสติตามแนววิปัสสนากัมมัฏฐานของพุทธศาสนา ด้วยวิธีที่ถูกต้อง จะสามารถนำจิตเข้าสู่เบื้องลึกของระดับจิตใต้สำนึก เพื่อไปปรับเปลี่ยนนิสัย พฤติกรรม ความทุกข์ และอารมณ์ต่างๆ สำหรับทุกคนในองค์กรที่ได้มีโอกาสฝึกเจริญสติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ความทุกข์ลดน้อยลง และยังนำสู่เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือพระนิพพาน(นิพพานสุข) ที่เป็นความสุขสูงสุด มากกว่า กามสุข และสมาธิสุข
๕. วัตถุประสงค์ของหลักสูตร
๕.๑ เพื่อจัดอบรมความรู้ด้านทฤษฎีแก่ผู้บริหาร, ผู้จัดการ และระดับหัวหน้า สำหรับนำไปสอนพนักงานในองค์กร เรื่องการเจริญสติ-วิปัสสนา
๕.๒ เพื่อจัดการฝึกเจริญสติ-วิปัสสนาแก่ผู้บริหาร, ผู้จัดการ และระดับหัวหน้า สำหรับนำไปสอนพนักงานในองค์กร
๕.๓ เพื่อให้เกิดความรู้ในหลักพุทธธรรม สำหรับนำไปใช้พัฒนานิสัยตนเอง, แก้ปัญหาในที่ทำงาน และสร้างความสุขในครอบครัว
๕.๔ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อม และบรรยากาศของการเจริญสติ-วิปัสสนาในองค์กร
๕.๕ เพื่อให้มีทักษะในการแก้ปัญหา การเรียนรู้เรื่องเหตุ/ผล การบริหารการเงิน และการสร้างเป้าหมายสู่ความสำเร็จในอนาคต ตามหลักอริยสัจ ๔
๕.๖ เพื่อให้มีความรู้เรื่อง ความคิด/ความรู้สึก/อารมณ์/พฤติกรรม ในการบำบัดโรคทางใจ และเพื่อป้องกันในอนาคต
๕.๗ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการใช้ภาษา การสนทนา และการสื่อสาร
๕.๘ เพื่อให้มีความรู้ด้านสมอง, จิตวิทยา, โรคทางใจทางการแพทย์, สุขภาพ และความรู้ในวิชาชีพ
๕.๙ เพื่อให้มีความสามารถทางการค้นคว้า และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุผล
ฝึกอบรมการเจริญสติให้กับผู้บริหาร, ผู้จัดการ และระดับหัวหน้า เพื่อสอนพนักงานในองค์กร สำหรับการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมกับศึกษาหลักธรรมของพุทธศาสนาที่เหมาะสม จากเนื้อหาที่ง่ายไปหายาก ทำให้เห็นประโยชน์ เกิดความสนใจ มีฉันทะ และสนุกไปกับการเจริญสติ/พัฒนาปัญญาทุกวันในองค์กร จนสามารถนำไปใช้ให้เกิดผลได้จริง เข้าใจเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา(สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน-สติปัฎฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยการฝึกเจริญสติในท่า เดินสติ นั่งเจริญสติ ยืนสติ และนอนสติ-เพื่อช่วยให้หลับได้เร็ว)
พัฒนาแนวคิดกุศลเชิงบวก รู้ทันคิดอกุศลเชิงลบ และนำหลักการเจริญสติมาใช้ในที่ทำงานและชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง สามารถนำเอาหลักอริยสัจ ๔ ไปใช้แก้ไขปัญหา เรียนรู้เรื่องเหตุ/ผล เพื่อประยุกต์ใช้ในทุกสถานการณ์ ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างเป้าหมายจนนำไปสู่ความสำเร็จ
เพื่อพัฒนาการเรียน ด้วยการฝึกสติให้รู้ทันความคิด/อารมณ์-ความรู้สึก/พฤติกรรม, สร้างความสุขในครอบครัว, รู้แนวทางดำเนินชีวิต และเป็นคนดีของสังคม, เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องความสุข บุญ และปัญญาในทางพระพุทธศาสนา สามารถพัฒนาทางด้านภาษา เพิ่มทักษะด้านการสนทนา การสื่อสารกับผู้คน และสร้างความมั่นใจในการพูด
พัฒนาความรู้ทางด้านสมอง, จิตวิทยา, โรคทางใจทางการแพทย์ และความรู้ด้านอื่น ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ในฐานะ คนทำงาน, ผู้ปกครอง, พลเมืองที่ดี และชาวพุทธ เรียนรู้วิธีการค้นคว้าและหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างรอบคอบมีเหตุผล
๗. เนื้อหาการอบรมของหลักสูตร
๗.๑ การอบรมผู้จัดการระดับหัวหน้า สำหรับสอนพนักงานในองค์กร เรื่องการเจริญสติ-วิปัสสนา พร้อมกับการจดบันทีกในสมุดส่วนตัว เพื่อเก็บไว้ทบทวนหลักการความรู้ในอนาคต ของเนื้อหาดังต่อไปนี้
-องค์ประกอบของชีวิต และการทำงานของจิต
-ประวัติความเป็นมาของการเจริญสติ-วิปัสสนาในพุทธศาสนา และจิตวิทยาตะวันตก
-ความหมายของการเจริญสติ-วิปัสสนา ตามแนวพุทธศาสนา และจิตวิทยาตะวันตก
-ประโยชน์ของการเจริญสติ-วิปัสสนาต่อสมอง ร่างกาย ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม
-การทำงานของจิต อารมณ์ต่างๆ และวิธีควบคุมจิต ตามหลักพุทธศาสนา
-การฝึกให้รู้จักสรุปประเด็นเนื้อหา, แสดงความคิดเห็น, การถาม/ตอบ และพัฒนาการใช้ภาษาในการสื่อสาร
-การเจริญสติสำหรับการคลายเครียด
-การเจริญสติกับการป้องกันโรคทางใจ เช่น โรคซึมเศร้า เครียด ย้ำคิดย้ำทำ วิตกกังวล อารมณ์โกรธ นอนหลับยาก ฯลฯ
-การเจริญสติกับการป้องกันการกลับมาเป็นโรคทางใจ และการเสพยาเสพติด
-ความรู้ในการพัฒนาวิชาชีพ
นอกจากนั้นยังสนับสนุนผู้จัดการระดับหัวหน้า ให้เป็นที่ปรึกษาแนะนำ ในการแก้ปัญหากับพนักงาน หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เป็นการส่วนตัว หรือเป็นกลุ่ม ที่เกี่ยวกับเรื่องปัญหาส่วนตัว การทำงาน และครอบครัว
๗.๒ การฝึกเจริญสติ ด้วยรูปแบบอานาปานสติ/พองหนอ-ยุบหนอ คู่กับหลักสติปัฏฐาน ๔ ใน อิริยาบถต่อไปนี้
-นั่งเก้าอี้สติ
-นั่งพื้นสติ
-เดินสติ
-โยคะสติ หรือ สติในขณะออกกำลังกาย
-ยืนสติ
-สติในอิริยาบถย่อยอื่นๆ ระหว่างวันในองค์กร ที่บ้าน และทุกสถานที่
-นอนสติ (ปัจจุบันเป็นปัญหาของคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาการนอนหลับยาก)
-การประเมินผล/สอบอารมณ์หลังการฝึกทุกครั้ง
การฝึกเจริญสติเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในองค์กรทุกวัน เช่น ก่อนเข้าทำงาน ก่อนพักเที่ยง ก่อนเข้างานช่วงบ่าย หลังเลิกงาน ก่อนประชุม ก่อนการอบรม และในกิจกรรมหลักอื่นๆ
นอกจากการเจริญสติทุกวันแล้ว ยังจัดหลักสูตรอบรมและฝึกการเจริญสติแก่พนักงานเพิ่มเติมเป็นระยะๆ เช่น ๓ ชั่วโมง /๑ วัน / ๓ วัน หรือ ๗ วัน ในและนอกสถานที่ตามความเหมาะสม
๗.๓ หลักพุทธธรรมด้านทฤษฎีที่จะนำมาสอนในองค์กร เช่น
-ส่วนประกอบของชีวิต (ขันธ์ ๕)
-การทำงานของจิต, ประเภทของอารมณ์ กิเลสในใจ (โมหะ โลภะ โทสะ) และวิธีการควบคุม
-ประเภทของความสุข ปัญญาทางพุทธศาสนา และบุญกุศล เพื่อสร้างเป้าหมายสู่ความสำเร็จในการดำเนินชีวิต
-กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ในองค์กร และชีวิตประจำวัน
-หลักพรหมวิหาร ๔ (ความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา)
-การพัฒนาจิตด้วย ทาน ศีล และภาวนา (สมถ และวิปัสสนาภาวนา ด้วยรูปแบบอานาปานสติ/พองหนอ-ยุบหนอ และสติปัฏฐาน ๔) ด้วยภาษาที่ทันสมัย และเข้าใจง่ายเหมาะสมกับความรู้
-หลักธรรมที่เกี่ยวกับ ฆราวาส การทำงาน ครอบครัว และสังคม
๗.๔ การสร้างสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างบรรยากาศในการสนับสนุนกิจกรรมการเจริญสติ ภายในองค์กรตามความเหมาะสม เช่น ป้าย บอร์ด สติกเกอร์ เชือก โบว์ ผ้า เข็มกลัด เสียงระฆังของสติ หรือสัญญลักษณ์เสียง เตือนให้เจริญสติทุกระยะเวลา
๗.๕ วิธีวิเคราะห์หา “เหตุ (ในอดีต)” และการเล็งเห็นถึง “ผล (ในอนาคต)” และ เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา ด้วยหลักอริยสัจ ๔ เพื่อความสำเร็จ พร้อมกับการยกตัวอย่าง และเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาในอนาคต เช่น ปัญหาจากเหตุการณ์ต่างๆ, สารเสพติดมึนเมา, ปัญหาในที่ทำงาน, ปัญหาในครอบครัว, สังคมเพื่อน และอื่นๆ
๗.๖ ผลกระทบของ ความคิดลบ (อกุศล) และคิดบวก (กุศล) สู่อารมณ์/ความรู้สึก และพฤติกรรม ตามแนวจิตวิทยา ที่เรียกว่า สติบำบัดโรคตามแนวกรมสุขภาพจิต MCBT (Mindfulness Cognitive Behavior Therapy) และ แนวจิตวิทยาตะวันตก MBCT (Mindfulness-Based Cognitive Therapy) ในการนำไปใช้ป้องกันและบำบัดโรคทางใจ ซึ่งเป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ทั่วโลก เป้าหมายของการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในอนาคต สำหรับลดความทุกข์ สร้างสุข และเตรียมพร้อมต่อปัญหาโรคทางใจในอนาคต แก่ตนและคนในครอบครัว
๗.๗ การฝึกอบรมในเรื่องการฟังด้วยการนึกภาพและจิตนาการ การสรุปประเด็นเนื้อหา ความเข้าใจ ความจำในเนื้อหา การพูดสนทนา การรู้จักถาม/ตอบ และกล้าแสดงความคิดเห็น เพื่อพัฒนาการใช้ภาษา การสนทนา และการสื่อสาร
๗.๘ การฝึกให้สามารถค้นคว้า และหาความรู้ด้วยตนเองจากแหล่ง เช่น การสอบถาม การขอคำปรึกษาแนะนำ การใช้โทรศัพท์ให้เป็นประโยชน์ อินเตอร์เนท การสังเกตุ ด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบและใช้เหตุผล
๗.๙ การอบรมความรู้ด้านจิตวิทยาเชิงบวก (Posiive Psychology), จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education), การสร้างความคิดเชิงบวก (Positive Thinking), ความรู้เบื้องต้นทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับโรคทางใจ เช่น โรคซึมเศร้า ความเครียด วิตกกังวล จิตเภท สมาธิสั้น ย้ำคิดย้ำทำ การควบคุมอารม์ นอนหลับยาก และความรู้ด้านอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง การทำงาน ครอบครัว และสังคม
๘. ขอบข่ายเนื้อหาการอบรม
๘.๑ การอบรมผู้บริหารและทุกคนในองค์กร ด้วยความสมัครใจและอธิบายอย่างมีเหตุ/ผล โดยใช้ภาษาที่ง่าย น่าสนใจ ทันสมัย ในการสอนเนื้อหาเรื่องการเจริญสติ, การพัฒนาจิต, ประโยชน์ของการเจริญสติต่อสมอง/อารมณ์/ร่างกาย/จิตใจ, ผลที่จะได้รับ การพัฒนาการทำงาน และเป้าหมายสู่ความสุขสำเร็จ
๘.๒ การฝึกสอนเจริญสติ-วิปัสสนาในองค์กร ด้วยภาษาที่ทันสมัย และรูปแบบที่ง่าย ในรูปแบบอานาปานสติ คู่กับหลักสติปัฏฐาน ๔ ในทุกอายตนะ การมีสติรู้ทันความคิด อารมณ์และความรู้สึก เพราะเป็นการฝึกที่ง่ายสำหรับนักเรียนในช่วงเริ่มต้น เมื่อชำนาญแล้ว จึงฝึกรูปแบบพองหนอ-ยุบหนอ เพื่อให้เกิดทักษะทำเป็นทั้ง ๒ รูปแบบ
หลังจากฝึกแล้ว จะมีการประเมินผล/สอบอารมณ์ ด้วยความเข้าใจ และเมตตากรุณา ด้วยการรับฟังปัญหาอย่างมีเหตุ/ผล อีกทั้งยังสนับสนุนให้ครูเป็นที่ปรึกษาแนะนำปัญหาต่างๆ ให้กับนักเรียน เพื่อรับฟังปัญหา/ความคิดเห็นจากนักเรียน เมื่อรับฟังแล้วควรมีคำชมเชย การสร้างแรงจูงใจ และการได้รับรางวัลทางใจตามความเหมาะสม
การสอนให้มีสติรู้ทันความคิด การพูดจา และการประพฤติ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขในอนาคต เป้าหมายของการเจริญสติเพื่อการพัฒนาตนเอง เพื่อพฤติกรรมกุศลเชิงบวก สร้างความสุขภายใน ที่บ้านในครอบครัว สังคมเพื่อน และเพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคม
๘.๓ หนังสือธรรมะ และหลักธรรมของพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง โดยเลือกสอนจากเนื้อหาที่ง่าย ทันสมัย น่าสนใจ และใช้ภาษาเหมาะสมกับวัย
๘.๔ เนื้อหาของสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างบรรยากาศ กิจกรรมการเจริญสติ ประกอบด้วยสื่อหลัก และสื่อจร เช่น เรื่องการเจริญสติ ประโยชน์ต่อสมอง ร่างกายและจิตใจ การพัฒนาการเรียน การควบคุมอารมณ์ การรู้ทันความคิด (คิดลบ ความรู้สึก อารมณ์ พฤติกรรม เพื่อป้องกันโรคทางใจ) การรู้ทันคำพูด การรู้ทันการกระทำ และ เนื้อหาความรู้ที่อบรมในแต่ละช่วงเวลา ตลอดภาคการศึกษาจนครบ
๘.๕ การให้ความรู้ การยกตัวอย่าง การนำกรณีตัวอย่างมาสนทนา ในเรื่องหลักการหาเหตุ (ในอดีต) การเห็นถึงผล (ในอนาคต) และเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาด้วยหลักอริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ด้วยการใช้ตัวอย่างจริงในหลากหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ที่บ้าน และนอกโรงเรียน
๘.๖ เนื้อหาในความรู้เรื่องสติบำบัดโรคทางใจตามแนวทางพุทธ เรื่องของกาย วาจา ใจ และการเจริญสติของทางตะวันตกด้านจิตวิทยาทางการแพทย์, เรื่องของ ความคิด ความรู้สึก/อารมณ์ และพฤติกรรม เพื่อการพัฒนาสติให้รู้ทันความคิดลบ และความคิดฟุ้งซ่าน ซึ่งมีผลกระทบต่อ ความตั้งใจ ความจดจ่อ การมีสมาธิ การรับรู้นึกคิด ความจำ ความเข้าใจ สำหรับนำไปพัฒนาการเรียน การสร้างความคิดเชิงบวก และวิธีควบคุมความคิด/อารมณ์/พฤติกรรม (กาย วาจา ใจ) ที่โรงเรียน ที่บ้าน และทุกสถานที่
การพัฒนาสติและเหตุผล ในข้อดี/ข้อเสีย ของการใช้โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เนท และสารเสพติด/สารมึนเมา ที่จะเป็นอันตรายต่อสมอง การเรียน นิสัย ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม
๘.๗ การสอนในหลักธรรมนิเทศ โยนิโสมนสิการ วิภัชชวาท และหลักความรู้เพื่อพัฒนาการใช้ภาษาและการสื่อสาร
๘.๘ การพัฒนาความสามารถทางการค้นคว้า และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยสามารถสร้างโจทย์ เป้าหมาย หาปัญหา และค้นคว้าจนกระทั่งหาคำตอบได้ อย่างถูกวิธีในสื่อสารมวลชนที่มีอยู่
๘.๙ การให้ความรู้ทางจิตวิทยา หลักทางการแพทย์ สุขอนามัยการกินการดื่ม และความรู้อื่นๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากความรู้การเจริญสติ-วิปัสสนาตามแนวของพุทธศาสนา กับทางจิตวิทยา โดยมีเป้าหมายเพื่อการประยุกต์ใช้ในการรู้ทัน ความคิด/นิสัยตนเอง เพื่อการพัฒนาอารมณ์ เพื่อสร้างพฤติกรรมกุศลเชิงบวก และสร้างความสุขภายใน, การเจริญสติที่บ้านในครอบครัว และใช้กับสังคมเพื่อน
๙. วิธีการสอน
๙.๑ การบรรยายพร้อมกับสื่อ/สไลด์
๙.๒ การฝึกเจริญสติ-วิปัสสนา ในอิริยาบถต่างๆ
๙.๓ การส่งสอบอารมณ์ (ถาม/ตอบ)
๙.๔ การให้แสดงความคิดเห็น
๙.๕ การใช้การสังเกต และการวิเคราะห์ในพฤติกรรม
๑๐. วิธีการประเมินผล
๑๐.๑ การสังเกตพฤติกรรมในของการเจริญสติ ก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติ
๑๐.๒ การสนทนาถาม/ตอบ การแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ
๑๐.๓ แบบประเมินผลของการเจริญสติ ในตนเอง สังคมเพื่อน โรงเรียน ครอบครัว และหลักธรรมทางทฤษฎีที่เข้าใจ
๑๐.๔ ผลของการเรียน ก่อนและหลังการอบรม
๑๑. คุณลักษณะของผู้ผ่านการอบรมที่พึงได้รับ
๑๑.๑ มีความรู้ถึง ความเป็นมา หลักการ และประโยชน์ของการเจริญสติ-วิปัสสนา
๑๑.๒ สามารถฝึกการเจริญสติ-วิปัสสนา เป็นประจำทุกวัน ได้ถูกต้องตามหลักสติปัฏฐาน
๑๑.๓ สามารถนำการเจริญสติไปใช้ในการพัฒนาตนเอง ที่โรงเรียน ที่บ้าน กับสังคมเพื่อน และในชีวิตประจำวัน
๑๑.๔ มีความเข้าใจองค์ประกอบของชีวิต(ร่างกาย/จิตใจ), การทำงานของจิต, อารมณ์ต่างๆ, วิธีควบคุมจิตใจ/อารมณ์, ความสุขภายใน, การดำเนินชีวิตในอนาคต และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
๑๑.๕ เรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยหลักอริยสัจ ๔ และการพัฒนาการใช้หลัก เหตุ/ผล
๑๑.๖ รู้ทันคิดลบ(อกุศล) อารมณ์ลบ และพฤติกรรม พร้อมกับ การสร้างความคิดเชิงบวก(กุศล)เป็น
๑๑.๗ มีความสามารถด้านการใช้ภาษา การสนทนา และการแสดงออกที่ถูกต้อง
๑๑.๘ สามารถค้นคว้า และหาความรู้ด้วยตนเองเป็นอย่างมีเหตุผล
๑๑.๙ มีความรู้ทางด้านจิตวิทยา และทางการแพทย์ เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิต
๑๑.๑๐ ได้รับความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์นอกเหนือจากวิชาที่เรียน
การอบรมเริ่มต้น – ครึ่งวัน อาทิตย์ละครั้ง จำนวน ๑๐ สัปดาห์
หลังจากนั้น อบรม เดือนละ ๑ ครั้ง หรือตามความเหมาะสม
การอบรมการเจริญสติในแต่ละครั้ง ประกอบด้วย
๑. การบรรยายเนื้อหาในแต่ละสัปดาห์
๒. การฝึกเจริญสติ ในท่า นั่งเก้าอี้ / นั่งพื้น / เดิน / นอน / อิริยาบถระหว่างวัน
๓. การสอบอารมณ์, ถามตอบ ประเมินผล และแสดงความคิดเห็น
๔. การมอบหมายงานค้นคว้า ในเนื้อหาของสัปดาห์ต่อไป เพื่อนำมาสนทนาในกลุ่ม
-------------------
*****หลักสูตรการเจริญสติในองค์กร เรียบเรียงขึ้นเพื่อนำเสนอสำหรับการพัฒนากิจกรรม แก่
ส่วนวางแผนและพัฒนาการอบรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย ธ.ค. 2560
-------------------
โทร. 091 9935593 dtac / 087 6659222 true / 081 3835443 ais
------------




